ซังฮากับกีต้าร์ของเขา
น้องซังฮา เริ่มเล่นกีต้าร์ตอนอายุได้ 9 ขวบ ตอนนี้อายุประมาณ 11 ขวบ
น้องทำให้พี่อยากไปเกิดใหม่
น้องซังฮา เริ่มเล่นกีต้าร์ตอนอายุได้ 9 ขวบ ตอนนี้อายุประมาณ 11 ขวบ
น้องทำให้พี่อยากไปเกิดใหม่
ไม่ต้องงอนกับแฟน ทะเลาะกับเพื่อน เถียงกับครอบครัว ทุกคนจะรักและสามัคคีกัน
จากกระทู้นี้ ของคุณ Zerorock




ศิลปะบ้านๆจากชาวบ้านๆ
ก่อกำเนิดเป็นงานอาร์ตขั้นเทพ
ว่าแต่…วันนี้คุณส่งโปสการ์ดร่วมตั้งชื่อน้องหมีแพนด้ากันหรือยัง?
((( ใครยังไม่ได้ดู UP หรือ Wall-E ไม่ควรอ่านครับ )))
เราคงเป็นคนส่วนน้อยล่ะมั้ง ที่ออกจะเฉยๆกับ Wall-E แล้วก็คงยิ่งเป็นคนส่วนน้อยเข้าไปใหญ่ ที่เฉยๆกับ UP เรียกว่า ถ้านับความชอบของหนัง Pixar เรียงตามลำดับทั้งหมด Wall-E กับ Up อาจจะอยู่ลำดับท้ายๆด้วยซ้ำ ไม่นับ Cars ซึ่งดูไม่จบ
ถ้านับจากหัว ชอบสุดคงเป็น Toy Story ซึ่งเข้าขั้นคลาสสิคไปแล้ว ไม่สามารถเอาลงมาจากหิ้งได้อีก คงต้องวางไว้บนนั้น เป็นความประทับใจครั้งแรก ที่ไม่มีวันลืมเลือน รองลงมา ก็คงเป็น The Incredibles ซึ่ง incredible สมชื่อ ผู้กำกับ Brad Bird โชว์ความสามารถในระดับที่เหนือกว่า Pixar “happy-hug” ทั่วไป ด้วยเรื่องราวที่เข้มข้น จริงจังในเชิงกว้่าง ไม่ใช่เชิงลึกในแบบที่ Pixar ชอบทำ เรียกว่า ไว้ลายความเยี่ยมเยี่ยมที่เขาเคยฝากไว้กับ The Iron Giant อีกหนึ่งหนังการ์ตูนสุดยอดที่ถูกมองข้ามไปจากคนดูทั่วไป รองลงมาอีก ลำดับที่สาม คิดว่าเป็น Monsters Inc. ซึ่งเป็นตามแนวทางของ Pixar ทั่วๆไป แต่ประทับใจในรายละเอียดของบท และการแสดงของเหล่าตัวละคร แถมฉากจบหนังเรื่องนี้ ก็ช่างง่ายงาม ติดตาเหลือเกิน นับเป็นลูกๆของฉากจบใน Before Sunset

2 อย่าง ที่ผมยกย่อง Pixar อย่างยิ่ง คือ 1. ความทะเยอทะยาน 2. ความสม่ำเสมอ
ยังไม่เห็นหนังที่ออกมาจาก Pixar ที่ตะโกนว่า กรูจะทำเงิน กรูจะขาย เด่นชัดเท่ากับการ์ตูน 3D จากค่ายอื่นๆ โดยเฉพาะยุคหลังๆ เช่น Wall-E หรือ Up ที่ดูเผินๆนั้น ท้าทายการตลาดมากทีเดียว หุ่นยนต์เก็บขยะที่เล่นอยู่ตัวเดียวไปครึ่งเรื่อง หรือชายแก่ที่อยากเดินทางท่องโลก มันไม่ใช่หนังซัมเมอร์แบบที่คุ้นหน้าคุ้นตากันเท่าไหร่ Pixar ทะเยอทะยานที่จะดันหนังการ์ตูนอเมริกัน ให้ก้าวไปข้างหน้าอีกนิดนึง
ความสม่ำเสมอ คือเขาทำหนังใหญ่มาร่วม 10 เรื่อง ยังไม่มีเรื่องไหน ที่เข้าขั้นห่วยได้เลย แม้จะชอบน้อยสุด ก็ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี ไม่ใช่ง่ายๆนะนั่น ถ้าฝีมือไม่อยู่ตัวจริงๆ
แต่ที่นี้ ปัญหามันก็อยู่ที่ข้อดีทั้ง 2 ข้อนี่แหละ ซึ่งสำหรับเรา มันมาเห็นได้ชัดขึ้นในหนัง 2 เรื่องหลังของพวกเขา
(spoiler alert!)
Wall-E พาเราไปสู่โลกที่รกร้าง มีแต่ขยะ พระเอก Wall-E ของเราเก็บขยะและมีชีวิตสนุกไปกับอะไรเล็กๆน้อยๆ เล่นอยู่ตัวคนเดียวในที่กว้างๆไปซะ 20 นาทีโดยประมาณ อ้อ มีแมลงสาบตัวหนึ่ง ที่ไม่พูดอยู่ด้วย สุดยอดเลยใช่มั้ย ใช่ๆๆ สุดยอดเลย ตอนดูเรื่องนี้ ก็โห เจ๋งว่ะ แต่แล้วเป็นไงอ่ะ สุดท้าย ก็ต้องมีฉาก
group-fight ตามด้วย > group-conflict จากนั้นก็ > group-final fight > จบด้วย group -hug เหมือนเดิม ไม่มีผิดเพี้ยน
เรียกว่า ความทะเยอทะยาน ที่ให้ผมมาตอนแรก สุดท้าย Pixar ก็หยุดที่ตรงนั้น สุดท้ายหนังก็คลี่คลายไปตามทาง ตามสูตรเดิมๆที่ทำกันมาตั้งแต่ Toy Story
ใน UP ก็เหมือนกัน โห ชายแก่โดนทางด้วยลูกโป่งผูกกับบ้าน สุดยอดเลยๆๆๆ ฉาก montage คุณลุงกับเมียต้นเรื่อง ก็ประทับใจมาก การผสมผสานระหว่างความจริงกับความแฟนตาซี จนเส้นแบ่งถูกเบลอไปนั้น ก็เป็น concept ที่น่าสนใจ แต่สุดท้ายครึ่งหลัง ก็เข้าอีหรอบเดิมไม่มีผิด การผจญภัยที่น่าจะตื่นเต้น สุดท้าย แกก็ไม่ได้ไปผจญภัยที่ไหนอะไรมากมายเท่าไหร่เลย มันมาหยุดอยู่ตรงที่จุดๆเดียว เพื่อ form group เพราะเดี๋ยวจะหลุดจากสูตร
group-fight > group-conflict > group-final fight > group -hug ไม่มีผิดเพี้ยน
คือขนาดหนังปูมาว่า มีแค่ คุณลุง กับเด็กลูกเสือ กับสองคนตอนแรกแล้วนะ (โอเค มีเมียในใจด้วย) แต่สุดท้ายสงสัยกลัวว่า 2-3 ตัวละคร จะดูไม่เป็น group ก็เลยหาโน่นหานี่ มันให้เป็น group จนได้ จบกันๆๆๆๆๆๆๆ จบกันสำหรับหนังทะเยอทะยาน ที่สุดท้ายก็ไม่ได้หนีไปจากเดิม
อาจจะเรียกได้ว่า นี่ความสม่ำเสมอของ Pixar ที่ไปๆมาๆกล้ายเป็นความซ้ำซากมากกว่า
แล้วไอ้ groupๆ นี่มันผิดเหรอ มันก็ไม่ผิดหรอก แต่หลายครั้ง มันดูเป็น easy plot device และถ้าทำได้ไม่ถึง แทนที่จะเป็นความสนุก มันกลับกลายเป็นความเละเทะ
ในสายตาของเรา Toy Story ซึ่งเป็นหนังที่ใช้สูตรนี้เป็นเรื่องแรกของ Pixar ทำได้เข้มข้นดี The Incredibles ก็เหมือนกัน Monsters Inc. ยิ่งแล้วใหญ่ เอิกเกริกวุ่นวายมาก Ratatouille ก็พอกัน แต่ที่พวกนี้รอด ส่วนหนึ่ง เพราะหนังไม่ได้ให้สัญญาณว่า ตัวเองจะทะเยอทะยานมากนัก เรียกว่า หวังกับหนังไว้แค่ไหน ก็ได้แค่นั้น ได้แบบอิ่มๆ
แต่ Wall-E กับ UP นั่น premise ดูหรูหราอลังการมาก ทำให้คนดูอย่างเราคนนึง ไขว้ไขวไปว่า หนังมันคงเหนือ มันคงหลุดจากเดิม มานิ่งๆเท่ๆ แต่สุดท้าย ก็มีฉากเละๆวุ่นๆสู้ๆแล้วก็รักกันๆ คือมันลากเรากลับลงมาจุดเดิม แต่เราเคยอยู่สูงมากมาก่อน พอโดนลากลงมา สีข้างเรามันก็เลยแสบๆๆ
อยากเปรียบเทียบกับหนังอีกเรื่อง ที่ไม่ใช่ของ Pixar แต่เป็นของ Disney (แต่ว่ามี John Lasseter จาก Pixar มาคุมให้เหมือนกัน)

“Bolt” เป็นหนังเล็กๆนอกสายตามาก เราไปดูด้วยความไม่ได้หวังอะไรเลย แต่สิ่งที่ได้กลับเต็มอิ่ม เรียกว่า aim low แต่ deliver ดูจบแล้วอยากดูอีก ถามว่ามันมีอะไรใหม่มั๊ย ไม่มีเลย แต่ความง่ายๆซื่อๆของมันเนี่ยะแหละ ทำให้คนทำหนังมีเวลาที่จะไปใส่ใจกับรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ โดยไม่ต้องมาเสียพลังไปกับการดูภาพรวมที่ยิ่งใหญ่ (Bolt เพิ่งจากมีดีวีดีลิขสิทธิ์วางขาย)
อ้าว ทีนี้ทำไงอ่ะ หนังไม่ควรจะทะเยอทะยานเหรอ ควรจะหวังต่ำ แล้วทำอะไรง่ายๆกันต่อไปเหรอ !?!?!
ไม่ๆๆๆๆ ไม่ควรอย่างยิ่ง ควรจะพัฒนาต่อไป แต่ที่มาบ่นๆนี่ ก็ในฐานะคนที่รัก animation คนหนึ่ง เพราะเรารู้สึกว่า Pixar มีศักยภาพอย่างยิ่งที่จะทำได้ ซึ่งมันก็พิสูจน์แล้วได้หนังหลายเรื่อง หรืออย่างน้อยก็ในหนังครึ่งเรื่อง ทั้งจาก Wall-E และ UP เพียงแต่เราเสียดายว่า ทำไมเขาไม่ผลักไปให้มันสุดทางของมัน ทำไมถึงถอยกลับมาที่เดิม ทั้งๆที่หัวมังกร แต่ท้ายมงกุด
ยิ่งมองว่า Lasseter ชื่นชม Ghibli Studio มากๆ ขนาดที่คิดจะติดต่อจะให้มาทำงานร่วมกัน แต่ทำไม Pixar ถึงไปไม่ถึงสิ่งที่ Ghibli Studio ทำได้ซักที ทั้งๆที่ Pixar ก็น่าจะพร้อมในทุกๆด้าน แล้วการที่ทั้ง Wall-E กับ UP ได้รับเสียงตอบรับดีเยี่ยมดีเลิศใน rottentomatoes นั้น ก็ทำให้เรามีอาการคันนิดหน่อย กลัวว่า Pixar จะหยุดตัวเอง แล้วใช้สูตรแบบนี้ต่อไป เพราะเข้าใจว่า นี่คือที่สุดของที่สุดแล้ว
เพราะนั่นคือเหตุผลที่เราเลิกสนใจการ์ตูน Disney ยุค 2D ทั้งๆที่เราเคยบ้าคลั่งมาก
กลัวว่า Pixar สุดท้ายก็จะหนีไม่พ้นชะตานี้ คือทำหนังออกมาสูตรเดิมๆ สุดท้ายคนดูจับทางได้ก็เบื่อกันไป
Ghibli เป็นตัวอย่าง studio ที่ Pixar ควรศึกษาอย่างมาก เพราะสม่ำเสมอในคุณภาพ และทะเยอทะยานในคุณภาพเหมือนกัน เพียงแต่ว่า ความสม่ำเสมอของเขาไม่ได้มาพร้อมกับความซ้ำซาก Grave of Fireflies, My Neighbor the Yamadas, Princess Mononoke , Sprited Away, Only Yesterday หนังพวกนี้ เป็นหนังคุณภาพทั้งนั้น แต่มาคนละแนวแล้ว และทุกเรื่องของทะเยอทะยานไปสุดทางของมัน ที่สำคัญ ไม่มี group hug
ความหลากหลาย แบบนี้ แม้จะไม่ทำให้หนังทุกเรื่องทำเงินแบบเปรี้ยงปร้าง แต่มันจะสร้างบริษัทให้เข้มแข็งในระยะยาวมากกว่า โดยเฉพาะในแง่มันสมอง ที่ถูก refresh ตลอดเวลา
ยิ่งถ้าไปเปรียบกับหนัง animation จากที่อื่นๆ หรือแม้แต่ญี่ปุ่นอีกค่าย เช่นของ Satoshi Kon กับผลงานอย่าง Millennium Actress หรือ Paprika นี่ก็ยิ่งตายไปเลย
บ่นๆนี่ไม่ได้หวังจะได้เห็นหนังแบบ Paprika จาก Pixar หรอกนะ เพราะมันไม่มีทางเกิดขึ้นได้แน่นอน แต่แค่อยากชี้ให้เห็นว่าขอบฟ้ายังอีกไกลนัก และยังแอบลุ้นให้ Pixar ก้าวออกจาก comfort zone ของตัวเองซะบ้าง เพื่อจะได้อายุยืน และเข้มแข็งในวงการไปอีกนานๆ